<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ThaiBabyMonitor.com</title>
	<atom:link href="http://www.thaibabymonitor.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaibabymonitor.com</link>
	<description>เบบี้มอนิเตอร์ รุ่นเห็นภาพ ได้ยินเสียง ราคาถูก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 31 Jul 2010 02:42:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>วาฟเฟิล คุณหนู</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jul 2010 02:42:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[คุณหนู]]></category>
		<category><![CDATA[วาฟเฟิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9.html</guid>
		<description><![CDATA[สัปดาห์นี้ “จานโปรด” ก็ไม่ลืมที่จะหาของว่าง มาเผื่อคุณหนูๆ กับเมนูที่มีชื่อว่า “วาฟเฟิลคุณหนู” ก่อนอื่นต้องไปเตรียมครื่องปรุง และส่วนผสมกันก่อนค่ะ ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 กิโลกรัม ไข่ไก่ 3 ฟอง เนยสด 1/4ก้อน (ละลายแล้ว) น้ำตาลทราย 200 กรัม นมสด 1/2 กระป๋อง โยเกิร์ต 1/4 กระป๋อง ผงฟู เกลือ ลงมือเข้าครัว 1.นำส่วนผสมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแป้งสาลี ไข่ไก่ เนยสดที่ละลายแล้ว น้ตาลทราย นมสด โยเกิร์ต มาผสมกัน ตามด้วยผงฟูและเกลืออย่างละนิดหน่อย จากนั้นใช้ตะกร้อตีให้เข้ากัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที 2.จากนั้นนำแป้งที่ได้ไปอบในเตาวาฟเฟิล คอยสังเกตว่าผิวแป้งเริ่มเป็นสีน้ำตาล หรือไม่ลองนำไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปที่แป้ง หากไม่มีเนื้อแป้งติดขึ้นมา แสดงว่าสุกแล้ว 3.เมื่อสุกแล้ว พักไว้ในจาน ก่อนเสิร์ฟราดด้วยแยมรสชาติถูกใจ หรือจะแต่งหน้าด้วยผลไม้แห้งก็ได้ ตามชอบ จานนี้อาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่รับรองอร่อยแน่ค่ะ…]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สัปดาห์นี้ “จานโปรด” ก็ไม่ลืมที่จะหาของว่าง มาเผื่อคุณหนูๆ กับเมนูที่มีชื่อว่า “วาฟเฟิลคุณหนู” ก่อนอื่นต้องไปเตรียมครื่องปรุง และส่วนผสมกันก่อนค่ะ</strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: rgb(255, 102, 0);">ส่วนผสม</span></span></strong></p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 กิโลกรัม<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> ไข่ไก่ 3 ฟอง<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> เนยสด 1/4ก้อน (ละลายแล้ว)<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> น้ำตาลทราย 200 กรัม<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> นมสด 1/2 กระป๋อง<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> โยเกิร์ต 1/4 กระป๋อง<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> ผงฟู<img class="alignnone size-medium wp-image-5270" title="48be2683" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/48be2683.gif" alt="" width="11" height="9" /> เกลือ</pre>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ลงมือเข้าครัว</span></span></strong></p>
<p>1.นำส่วนผสมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแป้งสาลี ไข่ไก่ เนยสดที่ละลายแล้ว น้ตาลทราย นมสด โยเกิร์ต มาผสมกัน ตามด้วยผงฟูและเกลืออย่างละนิดหน่อย จากนั้นใช้ตะกร้อตีให้เข้ากัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที</p>
<p>2.จากนั้นนำแป้งที่ได้ไปอบในเตาวาฟเฟิล คอยสังเกตว่าผิวแป้งเริ่มเป็นสีน้ำตาล หรือไม่ลองนำไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปที่แป้ง หากไม่มีเนื้อแป้งติดขึ้นมา แสดงว่าสุกแล้ว</p>
<p>3.เมื่อสุกแล้ว พักไว้ในจาน ก่อนเสิร์ฟราดด้วยแยมรสชาติถูกใจ หรือจะแต่งหน้าด้วยผลไม้แห้งก็ได้ ตามชอบ</p>
<p><strong><span style="color: rgb(153, 51, 102);">จานนี้อาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่รับรองอร่อยแน่ค่ะ…</span></strong></p>
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-6305320998974779249?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารเพิ่มน้ำหนักลูก</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 02:37:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเพิ่มน้ำหนักลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%</guid>
		<description><![CDATA[คำถามลูกสาวอายุ 1 ขวบ 20 วัน น้ำหนักแรกคลอด 3,143 กรัม ปัจจุบันน้ำหนัก 7.8 กิโลกรัม ก่อนหน้านี้หนัก 8.5 กิโลกรัม แต่ป่วยเป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบมาประมาณ 1 อาทิตย์ ทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งเดิมน้ำหนักก็น้อยอยู่แล้ว มาป่วยทำให้ถ่ายและอาเจียน ทานข้าวไม่ได้ ปัจจุบันทานนมแม่ กลางวันจะทานจากขวดนม วันละไม่เกิน 8 ออนซ์ กลางคืนจะทานจากแม่ ข้าวทานวันละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ต้องการเพิ่มน้ำหนักจะทำอย่างไรดีคะ คำตอบ รอให้ถ่ายเหลวหายสนิท กลับมาทานอาหารตามธรรมดาก่อน แล้วจึงค่อยปรับลดนมขวดลง ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าทานนม 8 ออนซ์กี่มื้อ ถ้าวันละ 2-3 มื้อ ก็ถือว่ามากแล้ว ลดนมลงได้เลย ให้อาหารที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้น นม 8 ออนซ์ 2-3 มื้อนั้น อาจเปลี่ยนเป็นนมที่ให้พลังงานมากขึ้น เช่น พีเดียชัวร์ ข้าวต้มอาจมีกระเทียมเจียวปนมากขึ้น ไข่เจียวน้ำมันมากขึ้น เป็นต้นครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: rgb(128, 0, 0);">คำถาม<br /></span></strong>ลูกสาวอายุ 1 ขวบ 20 วัน น้ำหนักแรกคลอด 3,143 กรัม ปัจจุบันน้ำหนัก 7.8 กิโลกรัม ก่อนหน้านี้หนัก 8.5 กิโลกรัม แต่ป่วยเป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบมาประมาณ 1 อาทิตย์ ทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งเดิมน้ำหนักก็น้อยอยู่แล้ว มาป่วยทำให้ถ่ายและอาเจียน ทานข้าวไม่ได้ ปัจจุบันทานนมแม่ กลางวันจะทานจากขวดนม วันละไม่เกิน 8 ออนซ์ กลางคืนจะทานจากแม่ ข้าวทานวันละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ต้องการเพิ่มน้ำหนักจะทำอย่างไรดีคะ
<p><strong><span style="color: rgb(0, 128, 128);">คำตอบ</span></strong></p>
<p>รอให้ถ่ายเหลวหายสนิท กลับมาทานอาหารตามธรรมดาก่อน แล้วจึงค่อยปรับลดนมขวดลง ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าทานนม 8 ออนซ์กี่มื้อ ถ้าวันละ 2-3 มื้อ ก็ถือว่ามากแล้ว ลดนมลงได้เลย ให้อาหารที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้น นม 8 ออนซ์ 2-3 มื้อนั้น อาจเปลี่ยนเป็นนมที่ให้พลังงานมากขึ้น เช่น พีเดียชัวร์ ข้าวต้มอาจมีกระเทียมเจียวปนมากขึ้น ไข่เจียวน้ำมันมากขึ้น เป็นต้นครับ ไม่แนะนำวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าขาดครับ</p>
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-6642425540692230471?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปริมาณอาหารต่อวันที่เหมาะสมกับเด็ก</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2010 02:33:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[ปริมาณอาหารต่อวันที่เหมาะสมกับเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%</guid>
		<description><![CDATA[คำถาม ตอนนี้ลูกอายุ 1 ขวบ ไม่ทราบว่าปริมาณอาหารและนมที่ควรได้รับในแต่ละวัน ต้องให้เท่าใดถึงจะเพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันลูกกินข้าว 3 มื้อ แต่กินมื้อละนิดหน่อย นมวันละประมาณ 16 ออนซ์ คำตอบ อย่าไปกังวลกับปริมาณมากนักครับ พยายามสนใจคุณภาพอาหารที่ให้น่าจะดีกว่า อย่าให้กินของที่ไม่มีประโยชน์ของจุบจิบ ของกินเล่น พยายามให้กินของที่มีประโยชน์จริงๆ จังๆ 3 มื้อ และนมพยายามให้ดื่มจากแก้วเท่านั้นเองครับ ปัญหาที่พบบ่อยคือ พ่อแม่คอยกังวลเรื่องปริมาณที่เขากินแล้วก็ไปเพิ่มนม เพิ่มของจุบจิบซึ่งเป็นผลเสีย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="color: rgb(153, 51, 0);"><strong>คำถาม</strong></span></p>
<p>ตอนนี้ลูกอายุ 1 ขวบ ไม่ทราบว่าปริมาณอาหารและนมที่ควรได้รับในแต่ละวัน ต้องให้เท่าใดถึงจะเพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันลูกกินข้าว 3 มื้อ แต่กินมื้อละนิดหน่อย นมวันละประมาณ 16 ออนซ์</p>
<p><span style="color: rgb(255, 102, 0);"><strong>คำตอบ</strong></span></p>
<p>อย่าไปกังวลกับปริมาณมากนักครับ พยายามสนใจคุณภาพอาหารที่ให้น่าจะดีกว่า อย่าให้กินของที่ไม่มีประโยชน์ของจุบจิบ ของกินเล่น พยายามให้กินของที่มีประโยชน์จริงๆ จังๆ  3 มื้อ และนมพยายามให้ดื่มจากแก้วเท่านั้นเองครับ ปัญหาที่พบบ่อยคือ พ่อแม่คอยกังวลเรื่องปริมาณที่เขากินแล้วก็ไปเพิ่มนม เพิ่มของจุบจิบซึ่งเป็นผลเสีย</p>
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-5330206887341980781?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี แนะวิธี-เริ่มที่พ่อแม่</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 02:58:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี]]></category>
		<category><![CDATA[แนะวิธีเริ่มที่พ่อแม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%</guid>
		<description><![CDATA[ศูนย์ รับเลี้ยงและพัฒนาการเด็กศิริราช ร่วมกับภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จัดอบรมคุณพ่อคุณแม่เรื่อง &#8220;เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี และมีจริยธรรม&#8221; ในโครงการศิริราชสอนเลี้ยงลูกปีที่ 3 เป็นการให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อดูแลพัฒนาการ ป้องกันและส่งเสริมให้กับเด็กวัยทารกและวัยก่อนเรียน ที่สำคัญเป็นการอบรมที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย การอบรมนี้จัดขึ้นตลอดทั้งปี 2553-2554 เดือนละ 2 เรื่อง ในทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน หัวข้อดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยในปัจจุบันกำลังสนใจ สำหรับงานในเดือนก.ค.นี้ เชิญวิทยากรคือ ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ จากสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และอดีตประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย นักวิชาการด้านจิตวิทยามีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย บรรยายที่ห้องประชุมอทิตยากรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 โรงพยาบาลศิริราช ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ กล่าวว่า วิธีการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีและมีจริยธรรม ต้องเริ่มจากตัวพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมประพฤติดีมี ศีลธรรม และจริยธรรม ให้ความสำคัญเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณความดี นอกจากนี้ ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก เพราะเขาจะไว้วางใจ เชื่อถือ รักและศรัทธา ซึมซับกิริยาท่าทางพฤติกรรมการปฏิบัติของพ่อแม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศูนย์ รับเลี้ยงและพัฒนาการเด็กศิริราช ร่วมกับภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จัดอบรมคุณพ่อคุณแม่เรื่อง &#8220;เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี และมีจริยธรรม&#8221; ในโครงการศิริราชสอนเลี้ยงลูกปีที่ 3 เป็นการให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อดูแลพัฒนาการ ป้องกันและส่งเสริมให้กับเด็กวัยทารกและวัยก่อนเรียน ที่สำคัญเป็นการอบรมที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย การอบรมนี้จัดขึ้นตลอดทั้งปี 2553-2554 เดือนละ 2 เรื่อง ในทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน หัวข้อดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยในปัจจุบันกำลังสนใจ<br />
<span id="more-2157"></span></p>
<p style="text-align: left;">สำหรับงานในเดือนก.ค.นี้ เชิญวิทยากรคือ ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ จากสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และอดีตประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย นักวิชาการด้านจิตวิทยามีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย บรรยายที่ห้องประชุมอทิตยากรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 โรงพยาบาลศิริราช</p>
<p><img class="aligncenter" title="mother-reading-to-baby-280x280" src="../wp-content/uploads/2010/07/mother-reading-to-baby-280x280.jpg" alt="" width="280" height="280" /></p>
<p>ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ กล่าวว่า วิธีการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีและมีจริยธรรม ต้องเริ่มจากตัวพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมประพฤติดีมี ศีลธรรม และจริยธรรม ให้ความสำคัญเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณความดี</p>
<p>นอกจากนี้ ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก เพราะเขาจะไว้วางใจ เชื่อถือ รักและศรัทธา ซึมซับกิริยาท่าทางพฤติกรรมการปฏิบัติของพ่อแม่ จนกลายเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นการสร้างบุคลิกภาพ และอุปนิสัยส่วนตัวให้เกิดขึ้น</p>
<p>เมื่อเด็กทำความดี ประพฤติดี แสดงความตั้งใจ พยายามทำอะไรได้ตามวัย มีน้ำใจช่วยเหลือ พ่อแม่ควรแสดงความยินดีชื่นชม จะเป็นด้วยคำพูด รางวัล หรือแสดงการยอมรับ เพื่อปลูกฝังเรื่องการให้คุณค่าแก่การกระทำ เป็นการให้กำลังใจ กระตุ้นส่งเสริมให้ลูกน้อยทำในครั้งต่อๆ ไป</p>
<p>ในทางตรงข้ามถ้าลูกประพฤติผิด มีกิริยามารยาทความประพฤติไม่ถูกต้องเหมาะสม ต้องว่ากล่าวตักเตือน ห้ามปราม หรือลงโทษตามสมควร เช่น ตัดสิทธิ์ หรืองดในสิ่งที่เขาชื่นชอบ ชดใช้ค่าเสียหาย ทำงานชดเชยความผิด หรือการลงโทษอื่นๆ ส่วนการตีนั้นควรใช้เมื่อมาตรการลงโทษอื่นไม่ได้ผล หรือตักเตือนแล้วยังทำซ้ำอีก ที่สำคัญคือถ้าสิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือสังคมโดยรวม ต้องจัดการทันทีและจริงจัง</p>
<p>ส่วนเรื่องการสอนคุณธรรมให้กับลูกนั้น ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บอกว่า ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องมีบรรยากาศที่ให้เกียรติต่อกัน พ่อแม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของลูก เอาใจใส่ต่อความรู้สึกนึกคิด ถ้าพ่อแม่ทำผิดต้องขอโทษลูก แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับอายุพัฒนาการระดับจิตใจของลูกในแต่ละวัยด้วย</p>
<p>เช่น ตอนปลายขวบปีแรกของลูก จะเริ่มสอนจริยธรรมและศีลธรรม มารยาททางสังคม การสวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ อายุตั้งแต่ขวบที่ 2 เป็นต้นไป สอนให้รู้จักกับผู้ที่ใกล้ชิด การใส่บาตร ให้ทาน หยิบของให้ผู้อื่น</p>
<p>พออายุมากขึ้นกว่านั้น จะต้องสอนการแบ่งปัน ความมีระเบียบวินัย สิทธิส่วนบุคคล ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว เคารพสิทธิของผู้อื่น เช่น ไม่หยิบของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ พ่อแม่ควรพูดความจริง ไม่โกหกลูก ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเขา สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะหล่อหลอมทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณธรรมในที่สุด</p>
<p>อีก ประการหนึ่งที่ควรฝึกลูกคือเรื่องความมีวินัย เพราะมีประโยชน์หลายอย่างทั้งต่อตัวเขาเองและสังคมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เรียนรู้สิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น ควบคุมตัวเองให้มีความอดทน ฯลฯ</p>
<p>พ่อแม่จะต้องกำหนดระเบียบแบบแผนหรือกฎของบ้าน และต้องมีผู้ดูแลรับผิดชอบ หรือดูแลกฎที่ตั้งไว้ เช่น การกำหนดเวลาในกิจวัตรประจำวันของลูก เวลา 06.00 น. ตื่นนอน, 07.00 น. ไปโรงเรียน, 16.30 น. รับประทานอาหารเย็น, 18.00 น. ทำการบ้าน หรือดูโทรทัศน์ (หลังทำการบ้านเสร็จแล้ว), 20.00 น. ปิดโทรทัศน์ อาบน้ำ ดื่มนม และแปรงฟัน, 20.30 น. เข้านอน อย่างนี้เป็นต้น จะช่วยฝึกให้เขามีวินัยกับตนเอง และสังคมภายนอกในอนาคต</p>
<p>สำหรับ คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจวิธีการเลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง จากโครงการศิริราชสอนเลี้ยงลูกปีที่ 3 สอบถามรายละเอียด หรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0-2419-7000 ต่อ 5722, 7626 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป</p>
<p>ที่มา ข่าวสด</p>
<p class="facebook"><img src="http://health.deedeejang.com/wp-content/plugins/add-to-facebook-plugin/facebook_share_icon.png" alt="Share on Facebook" title="Share on Facebook" />แบ่งให้เพื่อนใน Facebook ได้ดูด้วย</p>
<p><img src="http://health.deedeejang.com/?ak_action=api_record_view&#038;id=2157&#038;type=feed" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บำรุงสมองลูกน้อย เมื่อไรดี</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 02:58:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[บำรุงสมองลูกน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อไรดี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องของ “สมอง” นั้นสำคัญที่สุด โดย เฉพาะกับลูกน้อย ซึ่งปัจจัยสำคัญ “อาหาร” ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสมองของลูกน้อย พญ.วรีรัตน์ ยมจินดา กุมารแพทย์ สาขาพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก รพ.พญาไท 3 บอกว่า สมองของทารกมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่ ซึ่งจะแบ่งเซลล์เร็วมากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ฉะนั้น ต้องเริ่มบำรุงตั้งแต่ในครรภ์และบำรุงต่อเนื่องจนหลังคลอด โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก ถ้าลูกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จะทำให้สมองมีการพัฒนาดีขึ้น แน่นอนว่า “นมแม่” นั้นเป็น “อาหารที่ดีที่สุด” กุมารแพทย์ บอกต่อด้วยว่า ในช่วง 4-6 เดือนแรก นมแม่อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ทารกที่กินนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 2 เดือนขึ้นไปจะมีการเจริญเติบโตและมีขนาดสมองที่สมวัย มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ และเชาวน์ปัญญา การรับรู้ การมองเห็น การใช้กล้ามเนื้อที่แตกต่างจากทารกที่ได้รับนมผสม นอกเหนือจากนมแม่แล้ว ลองดูอาหารอื่นที่เหมาะสมในแต่ละวัยกันบ้าง 4 เดือน เลือกข้าวบดละเอียดใส่ไข่แดงต้มสุก สลับกับตับบด น้ำซุป กล้วยน้ำว้าขูด 2 ช้อนชา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="color: rgb(0, 0, 255);"><strong>เรื่องของ “สมอง” นั้นสำคัญที่สุด โดย เฉพาะกับลูกน้อย ซึ่งปัจจัยสำคัญ “อาหาร” ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสมองของลูกน้อย</strong></span></p>
<p><strong>พญ.วรีรัตน์ ยมจินดา กุมารแพทย์</strong> สาขาพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก รพ.พญาไท 3 บอกว่า สมองของทารกมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่ ซึ่งจะแบ่งเซลล์เร็วมากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ฉะนั้น ต้องเริ่มบำรุงตั้งแต่ในครรภ์และบำรุงต่อเนื่องจนหลังคลอด โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก ถ้าลูกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จะทำให้สมองมีการพัฒนาดีขึ้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แน่นอนว่า “นมแม่” นั้นเป็น “อาหารที่ดีที่สุด” กุมารแพทย์ บอกต่อด้วยว่า ในช่วง 4-6 เดือนแรก นมแม่อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ทารกที่กินนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 2 เดือนขึ้นไปจะมีการเจริญเติบโตและมีขนาดสมองที่สมวัย มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ และเชาวน์ปัญญา การรับรู้ การมองเห็น การใช้กล้ามเนื้อที่แตกต่างจากทารกที่ได้รับนมผสม</strong></p>
<p><span style="color: rgb(153, 51, 0);">นอกเหนือจากนมแม่แล้ว ลองดูอาหารอื่นที่เหมาะสมในแต่ละวัยกันบ้าง</span></p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>4 เดือน</strong></span></pre>
<p>เลือกข้าวบดละเอียดใส่ไข่แดงต้มสุก สลับกับตับบด น้ำซุป กล้วยน้ำว้าขูด 2 ช้อนชา แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นครึ่งถ้วย</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>5 เดือน</strong></span></pre>
<p>เพิ่มเนื้อปลาต้มสุกและผักต้มเปื่อยประมาณครึ่งถ้วย ปลาต้มควรยีให้ยุ่ย อย่าให้มีก้างเหลือ ถ้าเด็กแพ้อาหารทะเล เลือกปลาน้ำจืดแทนก็ได้</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>6 เดือน</strong></span></pre>
<p>เพิ่มเนื้อสัตว์ สับละเอียด รวมทั้งไข่ไก่ และข้าวบดที่หยาบขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1 ถ้วย</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>7 เดือน</strong></span></pre>
<p>ลูกสามารถกินผลไม้ได้บ้างแล้ว ควรเลือกผลไม้ย่อยง่าย เช่น กล้วย มะละกอสุก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ฝึกให้ลูกเคี้ยว แต่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>8-9 เดือน</strong></span></pre>
<p>ลูกเริ่มมีฟันขึ้น 3-4 ซี่ สามารถกินอาหารเนื้อหยาบกว่าเดิมได้ คุณแม่สามารถให้อาหารเสริมได้ 1-2 มื้อ</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>10-12 เดือน</strong></span></pre>
<p>อาหารเสริมเพิ่มเป็น 3 มื้อ อาหารว่างวันละ 1 มื้อ หลังจากอายุ 6 เดือน จำนวนมื้อของนมแม่จะลดลง เมื่ออายุ 1 ปี อาหารเสริมจะกลายเป็นอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และนมแม่ วันละ 3-4 มื้อ</p>
<pre><img class="alignnone size-medium wp-image-3308" title="egg" src="http://women.kapook.com/wp-content/uploads/2008/10/egg.gif" alt="" width="32" height="32" /> <span style="color: rgb(51, 102, 255);"><strong>1-3 ปี</strong></span></pre>
<p>หัดให้กินข้าวสวยหุงนิ่ม เหมือนผู้ใหญ่ได้แล้ว แต่ไม่ควรปรุงรส และควรให้อาหารว่างระหว่างมื้อด้วย เช่น น้ำผลไม้กับแพนเค้ก หรือ เลือกผลไม้ที่ลูกชอบ เช่น มะม่วงสุก ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง</p>
<p><span style="color: rgb(153, 51, 0);"><strong>อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาการของลูกน้อยอย่างยิ่ง เลือกให้เหมาะสมเพื่อให้ลูกได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ</strong></span></p>
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-8474861927976404354?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ติวคุณแม่ เตรียมตัวคลอด</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 02:42:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[ติวคุณแม่]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมตัวคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8</guid>
		<description><![CDATA[สําหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย &#8220;การคลอด&#8221; ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้น และบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะพบกับอะไรในช่วง เวลานั้น โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก และไม่คุ้นเคยกับสถานที่ก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาหาก ระหว่างที่คุณแม่ฝากครรภ์อยู่ได้ลองหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัว คลอด เมื่อนึกถึงบรรยากาศในห้องคลอด หลายคนคงจินตนาการได้จากประสบการณ์ตรง หรือจากฉากละครโทรทัศน์ที่มักพรรณนาถึงความรู้สึกเจ็บท้องคลอดของตัวละคร น้อยคนที่จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยกลัวการคลอด ในความกลัวเหล่านี้เองปัจจุบันคุณแม่หลายคนจึงเลือกแบบการทำคลอดได้ เพื่อลดความกังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างคลอด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์อย่างใกล้ชิด ประเภท ของการคลอดมีทั้งการผ่าท้องคลอด (Cesarean Section) และการคลอดแบบธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ซึ่งคุณแม่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคลอด โดยแพทย์หรือพยาบาลแทบจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการเพื่อคงความเป็น ธรรมชาติมากที่สุด การผ่อนคลายความกังวลในการคลอดนั้นทำได้ หลากหลายวิธี อาทิ การศึกษาขั้นตอนในการเตรียมตัวคลอด การขอคำปรึกษาจากแพทย์ หรือผู้มีประสบการณ์ในการคลอด หนึ่งในนั้นหากว่าที่คุณแม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้บรรยากาศภายในห้องคลอดก่อน ก็คงทำให้คุณแม่มือใหม่อุ่นใจและพร้อมคลอดอย่างไร้กังวล เมื่อคุณแม่ ใกล้คลอดเต็มที ศีรษะของทารกจะเคลื่อนต่ำลงมาในช่องกระดูกเชิงกราน ศีรษะของเด็กจะหมุนเพื่อหันหน้ามาอยู่ทางด้านหลังของแม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นตามกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ ว่าที่คุณแม่หลายคนอาจต้องการคลอดในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ ท้องเบ่งคลอดเอง และยิ่งมีคนที่รักอยู่เคียงข้างด้วยแล้วคงสุขใจและอุ่นใจได้ไม่น้อย หาก นับถอยหลังก่อนการคลอด ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงแรก อาการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ คือปากมดลูกบางขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สําหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย &#8220;การคลอด&#8221; ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้น และบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะพบกับอะไรในช่วง เวลานั้น โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก<span id="more-491"></span> และไม่คุ้นเคยกับสถานที่ก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาหาก ระหว่างที่คุณแม่ฝากครรภ์อยู่ได้ลองหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัว คลอด</p>
<p>เมื่อนึกถึงบรรยากาศในห้องคลอด หลายคนคงจินตนาการได้จากประสบการณ์ตรง หรือจากฉากละครโทรทัศน์ที่มักพรรณนาถึงความรู้สึกเจ็บท้องคลอดของตัวละคร น้อยคนที่จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยกลัวการคลอด ในความกลัวเหล่านี้เองปัจจุบันคุณแม่หลายคนจึงเลือกแบบการทำคลอดได้ เพื่อลดความกังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างคลอด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์อย่างใกล้ชิด</p>
<p>ประเภท ของการคลอดมีทั้งการผ่าท้องคลอด (Cesarean Section) และการคลอดแบบธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ซึ่งคุณแม่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคลอด โดยแพทย์หรือพยาบาลแทบจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการเพื่อคงความเป็น ธรรมชาติมากที่สุด</p>
<p>การผ่อนคลายความกังวลในการคลอดนั้นทำได้ หลากหลายวิธี อาทิ การศึกษาขั้นตอนในการเตรียมตัวคลอด การขอคำปรึกษาจากแพทย์ หรือผู้มีประสบการณ์ในการคลอด หนึ่งในนั้นหากว่าที่คุณแม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้บรรยากาศภายในห้องคลอดก่อน ก็คงทำให้คุณแม่มือใหม่อุ่นใจและพร้อมคลอดอย่างไร้กังวล</p>
<p>เมื่อคุณแม่ ใกล้คลอดเต็มที ศีรษะของทารกจะเคลื่อนต่ำลงมาในช่องกระดูกเชิงกราน ศีรษะของเด็กจะหมุนเพื่อหันหน้ามาอยู่ทางด้านหลังของแม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นตามกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ ว่าที่คุณแม่หลายคนอาจต้องการคลอดในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ ท้องเบ่งคลอดเอง และยิ่งมีคนที่รักอยู่เคียงข้างด้วยแล้วคงสุขใจและอุ่นใจได้ไม่น้อย</p>
<p>หาก นับถอยหลังก่อนการคลอด ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงแรก อาการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ คือปากมดลูกบางขึ้น และเริ่มเปิดจนเปิดหมด การคลอดในลักษณะตามธรรมชาตินี้แบ่งอาการเจ็บท้องได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเฉื่อย ระยะเร่ง และ ระยะปรับตัว เหล่านี้คือสัญญาณดีที่เตือนให้รู้ว่าเจ้าตัวน้อยใกล้ลืมตาดูโลกแล้ว</p>
<p>ระยะ เฉื่อย อาจเริ่มมีมูกเลือดบ้างเพราะปากมดลูกเริ่มเปิด แต่ยังไม่มีน้ำเดิน ส่วนใหญ่คุณแม่มีอาการปวดท้องไม่ค่อยมาก ปวดเป็นพักๆ นาน 8-12 ชั่วโมงในท้องครั้งแรก และ 6-8 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร คุณแม่ควรสังเกตความถี่ในการเจ็บท้องด้วย</p>
<p>ระยะเร่ง คุณแม่บางคนอาจเริ่มมีน้ำเดิน อาการปวดท้องมากขึ้น เพราะการหดรัดตัวของมดลูกจะแรงและถี่ขึ้นประมาณ 4-5 ครั้งต่อชั่วโมง และจะเจ็บท้องนาน 4-6 ชั่วโมงในท้องแรก และ 2-4 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 4-8 เซนติเมตร ในระยะนี้อาจยังไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล</p>
<p>บทบาทของคนใกล้ชิดอย่าง คุณพ่อในระยะนี้ควรประคองรับน้ำหนักคุณแม่ และหาท่าที่ทำให้รู้สึกสบายสำหรับคุณแม่ หากอยู่ในท่ายืนควรงอเข่าเล็กน้อย ป้องกันอาการตึงและล้าที่ขา ควรยืนแยกเท้าให้ห่างพอสมควรเพื่อการทรงตัวและช่วยให้กระดูกเชิงกรานผายออก</p>
<p>ระยะ ปรับเปลี่ยน เป็นระยะที่ซับซ้อนที่สุดของการคลอด เพราะปากมดลูกเปิด 8-10 เซนติเมตร และเข้าสู่การเบ่งคลอดได้ มดลูกจะหดรัดตัวนานมาก ถุงน้ำคร่ำสามารถแตกได้ ซึ่งช่วยลดอาการตึงถ่วงที่ช่องคลอด ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกอยากเบ่งคลอด ซึ่งหากเบ่งแล้วรู้สึกเจ็บแสดงว่าปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ควรหยุดเบ่ง และเปลี่ยนเป็นท่าเข่าชิดหน้าอก นอกจากนี้ยังเป็นระยะที่มีการปรับเปลี่ยนของอารมณ์ด้วย บางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้</p>
<p>สำหรับวิธีการผ่อนคลาย ควรอาบน้ำด้วยฝักบัวในท่ายืน หรือนั่งช่วยบรรเทาความปวด ใช้การนวด ประคบน้ำร้อนบริเวณที่ปวด แช่น้ำอุ่นในอ่าง ใช้กลิ่นบำบัด หรือเปิดเพลงผ่อนคลาย ที่สำคัญควรให้การปลอบโยนอย่างใกล้ชิด</p>
<p>ใน ช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้าย หลังจากที่ศีรษะเคลื่อนมาอยู่ใกล้ทวารหนักและปากช่องคลอด ในที่สุดศีรษะของเด็กจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมา ช่วงนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมตัวคลอด เพราะคุณแม่จะเจ็บท้องไม่เกิน 2 ชั่วโมงสำหรับท้องแรก และไม่เกิน 1 ชั่วโมงในท้องหลัง ซึ่งปากมดลูกจะเปิดหมดแล้ว เป็นระยะที่เด็กเคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมาแล้ว</p>
<p>หลังจากทารกคลอดแล้ว มดลูกจะเริ่มหดตัวเพื่อลดขนาด และจะหดตัวต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการนี้จะได้รับการช่วยเมื่อทารกดูดนมแม่ จากนั้นรกจะค่อยๆ ลอกออกจากผนังมดลูกและเคลื่อนลงสู่ช่องคลอด โดยปกติแล้วรกจะคลอดหลังจากการคลอดทารกประมาณ 20 นาที จากนั้นแพทย์จะตรวจสอบว่าไม่มีส่วนใดติดค้างอยู่ในโพรงมดลูกอีก</p>
<p>คุณ แม่ควรอยู่ในท่านั่งรอระหว่างรอให้รกคลอด จะได้โอบอุ้มและมองเห็นหน้าลูกได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ง่ายขึ้น การที่คุณแม่และลูกได้สัมผัสผิวของกันและกัน ทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นผ่านสัมผัสของแม่ ซึ่งช่วยในการปรับอุณหภูมิของลูกและช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกอีก ด้วย</p>
<p>เมื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และลักษณะอาการต่างๆ ก่อนคลอดแล้วก็จะดูแลตัวเองได้ และช่วยให้คุณแม่คนใหม่รับมือกับช่วงเวลานี้อย่างมีสติและไม่ตื่นกลัวต่อไป</p>
<p>คุณ แม่ที่สนใจ นิตยสาร Modern Mom ร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จัดกิจกรรม &#8220;MODERNMOM TOUR ห้องคลอด&#8221; ให้ว่าที่คุณแม่ที่เตรียมตัวคลอดได้คลายกังวล เน้นการคลอดแบบธรรมชาติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และพาคุณแม่ชมบรรยากาศห้องคลอดในแบบต่างๆ โดยเฉพาะการคลอดในน้ำ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าลดความเจ็บปวดจากการคลอดได้ พร้อมยังเปิดพื้นที่กิจกรรมแบ่งปันความรู้ดีๆ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสูตินรีเวชของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท</p>
<p>กิจกรรม เพื่อคุณแม่จะมีขึ้น 3 รอบ ในวันที่ 27 มิ.ย. , 11 ก.ค. และ 8 ส.ค. เวลา 13.30-17.30 น. ที่ห้องประชุมศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 1 อาคาร 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร. 0-2913-7555 ต่อ 3535</p>
<p>ข่าวสด หน้า 25<br />
วัน ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6780 ข่าวสดรายวัน</p>
<p class="facebook"><img src="http://health.deedeejang.com/wp-content/plugins/add-to-facebook-plugin/facebook_share_icon.png" alt="Share on Facebook" title="Share on Facebook" />แบ่งให้เพื่อนใน Facebook ได้ดูด้วย</p>
<p><img src="http://health.deedeejang.com/?ak_action=api_record_view&#038;id=491&#038;type=feed" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%82%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%82%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 02:42:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[สุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%82%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งหนึ่งมีนกกระสาที่เต้นรำเก่งมาก อยู่ตัวหนึ่ง นกกระสาตัวนี้จะออกมาเต้นรำให้ พวกสัตว์ป่าดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในทุก ๆ วัน มันมีความ ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกสัตว์ป่าทั้งหลายได้ยกย่องให้มันว่าเป็นที่หนึ่งแห่งการเริงระบำ ของมวลสัตว์ต่าง ๆ และวันนี้ก็เช่นกันมันได้ออกมาเริงระบำอย่างที่เป็นมาตามปกติ แต่ คราวนี้หรือวันนี้&#8230;ได้เกิดมีความไม่เป็นปกติ เกิดขึ้นมาเข้าอย่างหนึ่ง คือได้มีสุนัขจิ้งจอกขี้อิจฉา ตัวหนึ่งได้ออกมาเลียนแบบ เต้นรำคู่ไปกับมันด้วยอยู่ข้าง ๆ เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้น่ะหรือ&#8230; มันเพียงแต่แค่นึกอิจฉานกกระสามากเป็นที่สุดเท่านั้นเอง&#8230;จึงได้ออกมาร่าย รำอวดสัตว์ป่าต่าง ๆบ้าง เพราะอยากที่จะได้คำชมบ้างเท่านั้นเอง แต่พวกสัตว์ป่าต่าง ๆ สิ ให้เป็นหวาดกลัวไปตาม ๆกัน เลยทีเดียว &#8216; เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันต้องหวังทำให้พวกเราเพลิดเพลินจนลืมตัว แล้วจับกินตอนนั้น อย่างแน่นอนเลย&#8230; &#8216; พวกสัตว์ป่าทุกตัวเลยพากันวิ่งหนี วงแตกกระจายไปหมด และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นเข้า เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันให้เป็นแค้นเคืองใจนกกระสาเป็นอย่างมาก &#8216;โอ้ย เจ็บใจจังข้าจะเต้นรำเก่งน้อยไปกว่านกกระสาตัวนั้น จนพวกสัตว์ป่าต่าง ๆไม่อยากมองจนวิ่งหนีกัน ไปหมดอย่างนั้นได้ทีเดียวหรือนี่&#8230;.ฮึ หมั่นใส่เจ้านกกระสาเสียจริง ๆ อย่างนี้ต้องแกล้งให้มันเจ็บใจเล่นบ้าง เห็นจะดี เหอ ๆๆๆ &#8216; และเมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงทำเป็นไปผูกมิตรทำเป็นใจดี ชวนนกกระสามากินอาหาร ที่บ้านของมัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img alt="" style="width: 338px; height: 341px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami01.jpg" width="338" border="0" height="341" /></p>
<p>        ครั้งหนึ่งมีนกกระสาที่เต้นรำเก่งมาก อยู่ตัวหนึ่ง นกกระสาตัวนี้จะออกมาเต้นรำให้ พวกสัตว์ป่าดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในทุก ๆ วัน มันมีความ ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกสัตว์ป่าทั้งหลายได้ยกย่องให้มันว่าเป็นที่หนึ่งแห่งการเริงระบำ ของมวลสัตว์ต่าง ๆ และวันนี้ก็เช่นกันมันได้ออกมาเริงระบำอย่างที่เป็นมาตามปกติ แต่ คราวนี้หรือวันนี้&#8230;ได้เกิดมีความไม่เป็นปกติ เกิดขึ้นมาเข้าอย่างหนึ่ง คือได้มีสุนัขจิ้งจอกขี้อิจฉา ตัวหนึ่งได้ออกมาเลียนแบบ เต้นรำคู่ไปกับมันด้วยอยู่ข้าง ๆ เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้น่ะหรือ&#8230; มันเพียงแต่แค่นึกอิจฉานกกระสามากเป็นที่สุดเท่านั้นเอง&#8230;จึงได้ออกมาร่าย รำอวดสัตว์ป่าต่าง ๆบ้าง เพราะอยากที่จะได้คำชมบ้างเท่านั้นเอง แต่พวกสัตว์ป่าต่าง ๆ สิ ให้เป็นหวาดกลัวไปตาม ๆกัน เลยทีเดียว &#8216; เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันต้องหวังทำให้พวกเราเพลิดเพลินจนลืมตัว แล้วจับกินตอนนั้น อย่างแน่นอนเลย&#8230; &#8216; พวกสัตว์ป่าทุกตัวเลยพากันวิ่งหนี วงแตกกระจายไปหมด</p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 340px; height: 342px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami02.jpg" width="340" border="0" height="342" /></p>
<p>        และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นเข้า เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันให้เป็นแค้นเคืองใจนกกระสาเป็นอย่างมาก &#8216;โอ้ย เจ็บใจจังข้าจะเต้นรำเก่งน้อยไปกว่านกกระสาตัวนั้น จนพวกสัตว์ป่าต่าง ๆไม่อยากมองจนวิ่งหนีกัน ไปหมดอย่างนั้นได้ทีเดียวหรือนี่&#8230;.ฮึ หมั่นใส่เจ้านกกระสาเสียจริง ๆ อย่างนี้ต้องแกล้งให้มันเจ็บใจเล่นบ้าง เห็นจะดี เหอ ๆๆๆ &#8216; และเมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงทำเป็นไปผูกมิตรทำเป็นใจดี ชวนนกกระสามากินอาหาร ที่บ้านของมัน เจ้าสุนัขจิ้งจอกเอ่ยปากชวนนกกระสาว่า &#8216; เราอยากจะเชิญท่านไปกินอาหารที่บ้าน ของเราสักหน่อย&#8217; &#8216;ขอบใจมาก&#8217; นกกระสาจึงตอบรับ &#8216; เรายินดีที่จะไป&#8217;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami03.jpg" border="0" /></p>
<p>        แต่เมื่อนกกระสามาถึงบ้านของเจ้าสุนัขจิ้งจอกแล้วนั้น มันได้พบว่าสุนัขจิ้งจอกได้ จัดอาหารที่จะเลี้ยงไว้ในจานแบน ๆ 2 จาน นกกระสาไม่สามารถที่จะกินอาหารในจาน นั้นได้ เพราะจะงอยปากของมันยาวนั่นเอง มันให้เป็นหนักใจเป็นอย่างมากกับอาหารใน จานแบน ๆ นั้น แต่มันก็พยามยามที่จะกินเพื่อไม่อยากให้เสียมารยาท โดยใช้จะงอยปาก ของมันจิกลงไปในจานนั้น จนน้ำซุปที่อยู่ในจานกระฉอกออกมาจนเลอะเทอะไปหมด แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอก สิ..มันแอบมองแล้วสะแหยะยิ้มออกมาด้วยความสะใจเป็นอย่างมากที่สามารถแกล้งนก กระสาได้อย่างนั้น</p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 342px; height: 341px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami04.jpg" width="342" border="0" height="341" /></p>
<p>         เจ้าสุนัขจิ้งจอกแกล้งเฉยทำหน้าตาย กินอาหารในจานของมันอย่างสะดวกสบายและเอร็ดอร่อย ซ้ำยังกล่าวกับนกกระสาให้เจ็บใจเล่นอีกด้วยว่า &#8216; อ้าว..ท่านไม่ชอบอาหารในจานของท่านหรอกหรือ? ถึงได้กินอย่างเสียมารยาทจนสกปรกเลอะเทอะแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นล่ะก้อ เราจะช่วยกินแทนให้ท่านเอง แล้วกัน..โห ๆๆๆ &#8216; ดังนั้น เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงกินอาหารในจานของมันและรวมทั้งที่อยู่ในจานของนกกระสา เสียจนหมดอีกด้วย นกกระสาจึงกลับไปด้วยความหิวเพราะแทบจะไม่ได้กินอะไรเลยสักนิด &#8216; เจ้าสุนัขจิ้งจอก มันต้องตั้งใจแกล้งเราอย่างแน่นอนเลยงานนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ คงมีสักวันที่ฉันจะต้องทำให้เธอได้เจ็บใจ บ้าง ฮึ&#8217;</p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 341px; height: 340px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami05.jpg" width="341" border="0" height="340" /></p>
<p>         ต่อมาจากนั้นไม่นาน นกกระสาก็ได้เขียนจดหมายชวญเชิญสุนัขจิ้งจอกให้มากินอาหารที่บ้านของตนบ้าง &#8216; ท่านสุนัขจิ้งจอก เราอยากจะขอเชิญท่านมารับประทานอาหารที่บ้านของเราบ้าง เพื่อเป็นการ ตอบแทนในน้ำใจของท่าน &#8216; เจ้าสุนัขจิ้งจอกด้วยมันกำลังหิวอยู่ตอนนั้น เลยลืมเรื่องที่มันเคยได้แกล้ง นกกระสาเอาไว้นั้นเสียสนิท เมื่อมันได้รับจดหมายชวญกินอาหารอย่างนั้นก็ให้เป็นดีใจ จึงรีบเดินทาง ไปที่บ้านของนกกระสาทันทีนั้นเลย</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/surutookami06.jpg" width="340" border="0" height="343" /></p>
<p>        เมื่อมาถึง&#8230;นกกระสาได้เชิญให้สุนัขจิ้งจอกเข้ามาข้างในแล้ว มันก็ได้ยกอาหารที่ได้จัดเตรียมใส่ไว้ใน เหยือกคอสูงสองใบ ออกมาวาง คราวนี้จึงถึงคราวที่เจ้าสุนัขจิ้งจอก ไม่สามารถจะกินอาหารที่อยู่ ในเหยือกนั้นได้ มันจึงต้องเป็นฝ่ายต้องนั่งเฝ้าดู ขณะที่นกกระสากินอาหารในเหยือกทั้งสองใบนั้น อย่างเอร็ดอร่อย </p>
<p>        <strong>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</strong></p>
<p>         ๐ ถ้าใช้เล่ห์กลกับบุคคลอื่นได้ คนอื่นก็อาจจะใช้เล่ห์กลอย่างเดียวกันได้เช่นกัน
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-4428039268101146023?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%82%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตือน เด็กเล็กอย่าเล่นคอมพ์</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2010 02:52:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเล็กอย่าเล่นคอมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[เตือน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8</guid>
		<description><![CDATA[พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนอาจคิดว่าการให้ ลูกน้อยได้เล่นคอมพิวเตอร์เร็วจะช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้ไว แต่ความจริงแล้วเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบ ยังไม่ควรเล่นคอมพิวเตอร์ ตามคำแนะนำของนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเนื่องจากรังสีจากคอมพิวเตอร์จะส่งผลกระทบ ต่อสมองเด็ก แม้ว่างานวิจัยหลายชิ้นจากสหรัฐพบว่าโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับวัยของเด็ก ช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาและสังคม แต่ดร.เอริก ซิกแมน นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษกล่าวในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กในอังกฤษ ว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะทำร้ายสมองส่วนที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ของเด็ก ถ้าจะเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาทักษะควรจะเริ่มเมื่อโตสักหน่อย อย่างน้อยอายุ 9 ขวบ ไปแล้วจะดีกว่า จากการที่รัฐบาลอังกฤษรณรงค์ เมื่อปี 2551 ให้เด็กอายุ 22 เดือน ได้ใช้คอมพิวเตอร์และเด็กอายุ 40 เดือนใช้งานไอซีทีเบื้องต้นได้ เช่น กดเลือกช่องทีวี หรือใช้เมาส์และแป้นพิมพ์เป็น เพื่อเล่นโปรแกรมที่เหมาะกับวัย โดยหวังจะให้เด็กรู้จักมีสมาธิ จดจ่อต่อกิจกรรม จนมีการกำหนดให้โรงเรียนประถมทั่วประเทศมีชั่วโมงเรียนไอซีทีสัปดาห์ละครั้ง นักวิจัยเห็นว่าความจริงแล้วกลับบ่อนทำลายการพัฒนาทักษะกระบวนการรับรู้และ คิดของเด็ก ที่มา ข่าวสด แบ่งให้เพื่อนใน Facebook ได้ดูด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนอาจคิดว่าการให้ ลูกน้อยได้เล่นคอมพิวเตอร์เร็วจะช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้ไว แต่ความจริงแล้วเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบ ยังไม่ควรเล่นคอมพิวเตอร์ ตามคำแนะนำของนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเนื่องจากรังสีจากคอมพิวเตอร์จะส่งผลกระทบ ต่อสมองเด็ก<br />
<span id="more-1758"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-1759" title="Computer3" src="http://health.deedeejang.com/wp-content/uploads/2010/06/Computer3.jpg" alt="" width="448" height="267" /><br />
แม้ว่างานวิจัยหลายชิ้นจากสหรัฐพบว่าโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับวัยของเด็ก ช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาและสังคม แต่ดร.เอริก ซิกแมน นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษกล่าวในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กในอังกฤษ ว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะทำร้ายสมองส่วนที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ของเด็ก ถ้าจะเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาทักษะควรจะเริ่มเมื่อโตสักหน่อย อย่างน้อยอายุ 9 ขวบ ไปแล้วจะดีกว่า</p>
<p>จากการที่รัฐบาลอังกฤษรณรงค์ เมื่อปี 2551 ให้เด็กอายุ 22 เดือน ได้ใช้คอมพิวเตอร์และเด็กอายุ 40 เดือนใช้งานไอซีทีเบื้องต้นได้ เช่น กดเลือกช่องทีวี หรือใช้เมาส์และแป้นพิมพ์เป็น เพื่อเล่นโปรแกรมที่เหมาะกับวัย โดยหวังจะให้เด็กรู้จักมีสมาธิ จดจ่อต่อกิจกรรม จนมีการกำหนดให้โรงเรียนประถมทั่วประเทศมีชั่วโมงเรียนไอซีทีสัปดาห์ละครั้ง นักวิจัยเห็นว่าความจริงแล้วกลับบ่อนทำลายการพัฒนาทักษะกระบวนการรับรู้และ คิดของเด็ก</p>
<p>ที่มา ข่าวสด</p>
<p class="facebook"><img src="http://health.deedeejang.com/wp-content/plugins/add-to-facebook-plugin/facebook_share_icon.png" alt="Share on Facebook" title="Share on Facebook" />แบ่งให้เพื่อนใน Facebook ได้ดูด้วย</p>
<p><img src="http://health.deedeejang.com/?ak_action=api_record_view&#038;id=1758&#038;type=feed" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สองพ่อลูกผู้โง่เขลากับลา</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2010 02:52:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[สองพ่อลูกผู้โง่เขลากับลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%</guid>
		<description><![CDATA[ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้น อยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า &#8216; พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ &#8216; พ่อจึงพูดขึ้นว่า &#8216; ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า &#8216; เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า &#8216;ดูนั่นซิ&#8217; และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย &#8216; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img alt="" style="width: 361px; height: 347px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako01.jpg" width="361" border="0" height="347" /></p>
<p>        ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้น อยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า &#8216; พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ &#8216; พ่อจึงพูดขึ้นว่า &#8216; ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า &#8216;</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 361px; height: 347px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako02.jpg" width="361" border="0" height="347" /></p>
<p>        เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า &#8216;ดูนั่นซิ&#8217; และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย &#8216; ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน&#8230;.เธอว่าไหม ?&#8217;</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 355px; height: 350px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako03.jpg" width="355" border="0" height="350" /></p>
<p>        เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาว่า &#8216; ว่าโง่ชะมัด &#8216; อย่างนั้น จึงตะโกนถาม ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า &#8216; ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ? &#8216; ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า &#8216; ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็ ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?&#8217; ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า &#8216; ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา&#8217; ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 357px; height: 348px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako04.jpg" width="357" border="0" height="348" /></p>
<p>        หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่ หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง &#8216; ป๊อก &#8216; แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า &#8216; อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้ แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก &#8216; ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น &#8216; เอ ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ&#8217; ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako05.jpg" width="357" border="0" height="346" /></p>
<p>        เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า &#8216; โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้ ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ &#8216; เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดินทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ &#8216; คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ&#8217; ผู้พ่อ ว่า แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako06.jpg" width="355" border="0" height="345" /></p>
<p>        พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า &#8216;นี่ลาของคุณหรือ&#8217; &#8216;ใช่&#8217; เจ้าของโรงสี ตอบ &#8216;เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ&#8217; ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า &#8216; ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ &#8216; ชายชาวนาคนนั้นตอบ &#8216; แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ &#8216; เจ้าของโรงสีและลูกชาย มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที</p>
<p></p>
<p align="center"><img alt="" style="width: 358px; height: 350px;" src="http://baby.kapook.com/cmsfile/imgbank/robatooyako07.jpg" width="358" border="0" height="350" /></p>
<p>        &#8216; นี่ก็เป็นความคิดที่ดี&#8217; เจ้าของโรงสีเอ่ย แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย &#8216;ดูซิ&#8217; ชายคนหนึ่งร้อง &#8216;พวกเขาพยายามหามลา&#8217; คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้ แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์ &#8216; พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย&#8217; เขาบอกและถอนใจใหญ่ &#8216;ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา&#8217; </p>
<p>        <strong>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</strong></p>
<p>         ๐ ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหาย อย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน
<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5195626187816204478-1351744376297390871?l=maladek.blogspot.com' alt='' /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อลูกในครรภ์ถูกจับเป็นตัวประกัน</title>
		<link>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80.html</link>
		<comments>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Jul 2010 02:32:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ipraicom</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อลูกในครรภ์ถูกจับเป็นตัวประกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%</guid>
		<description><![CDATA[เอ แต่งงานตั้งแต่วัย 21 ผ่านมา 10 ปี โอกาสตั้งครรภ์ให้กำเนิดลูกในไส้เลือนลางลงทุกที ตระเวนทำบุญกี่วัด ก็ยังไม่มีวี่แวว ปัญหามีบุตรยากของเอ และสามีคงโทษบุญโทษกรรมชาติปางก่อนไม่ได้ แพทย์ตรวจและวินิจฉัยพบว่า เธอมีมดลูกบางและเล็กผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เป็นเหตุให้เธอต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว ร่างกายที่มีมดลูกผิดปกติตั้งแต่กำเนิดผลิตไข่ได้ใบเล็กและน้อยทำให้เธอ ไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ ทางออกที่แง้มประตูออกมาให้เห็นแสงสว่างคือ หาคนตั้งครรภ์แทน หรือที่เรียกว่า &#8220;แม่อุ้มบุญ&#8221; “เราอยากมีลูก เราพยายามทุกวิธีทางเพื่อให้ได้มีบุตรเหมือนคนอื่น โดยการบำรุงตัวเองให้ไข่แข็งแรงด้วยการกระตุ้นไข่จากคำแนะนำของแพทย์ จนสามารถนำไปผสมเทียมในหลอดแก้วกับอสุจิของสามี พึ่งพาเทคโนโลยีอุ้มบุญ จนมีลูกสมใจได้สำเร็จ” ลูกที่คลอดจากแม่อุ้มบุญลืมตาดูโลกได้ 6 เดือนแล้ว แต่อุปสรรคยังไม่หมดลงแค่นั้น การใช้บริการแม่อุ้มบุญทำให้เกิดความทุกข์ใจมาก เพราะการอุ้มบุญสำหรับสังคมไทยปัจจุบัน กฎหมายยังไม่เอื้อให้พ่อแม่เจ้า ของพันธุกรรมเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงได้ ตรงกันข้าม แม่อุ้มบุญมีสิทธิ์ในตัวเด็ก ทุกอย่าง การใช้บริการแม่อุ้มบุญของเอต้องเผชิญกับปัญหามา ตลอด นับตั้งแต่ย้ายฝากตัวอ่อนไปฝังบนมดลูกของแม่อุ้มบุญแล้ว ปรากฏว่าไม่นาน &#8220;ทารกในครรภ์ถูกจับเป็นตัวประกัน&#8221; เธอต้องคอยช่วยเหลือทางการเงินต่อแม่อุ้มบุญด้วยมูลค่าที่นอกเหนือจาก ข้อตกลงเดิมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ และมีเงินเดือนทดแทนให้ทุกเดือน รวมถึงการพาพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ตามนัดเท่านั้น หลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน แม่อุ้มบุญข่มขู่ไม่บำรุงร่างกายลูก เธอเพื่อเรียกร้องทางการเงิน ทำให้น้ำหนักขึ้นเพียงเดือนละ 4-5 กรัมทั้งที่ควรจะเป็นเดือนละ 1-2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เอ แต่งงานตั้งแต่วัย 21 ผ่านมา 10 ปี โอกาสตั้งครรภ์ให้กำเนิดลูกในไส้เลือนลางลงทุกที ตระเวนทำบุญกี่วัด ก็ยังไม่มีวี่แวว</p>
<p>ปัญหามีบุตรยากของเอ และสามีคงโทษบุญโทษกรรมชาติปางก่อนไม่ได้ แพทย์ตรวจและวินิจฉัยพบว่า เธอมีมดลูกบางและเล็กผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เป็นเหตุให้เธอต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว<br />
<span id="more-1780"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-1781" title="24-6-2553 11-36-33" src="http://health.deedeejang.com/wp-content/uploads/2010/06/24-6-2553-11-36-33.jpg" alt="" width="300" height="318" /><br />
ร่างกายที่มีมดลูกผิดปกติตั้งแต่กำเนิดผลิตไข่ได้ใบเล็กและน้อยทำให้เธอ ไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ ทางออกที่แง้มประตูออกมาให้เห็นแสงสว่างคือ หาคนตั้งครรภ์แทน หรือที่เรียกว่า &#8220;แม่อุ้มบุญ&#8221;</p>
<p>“เราอยากมีลูก เราพยายามทุกวิธีทางเพื่อให้ได้มีบุตรเหมือนคนอื่น โดยการบำรุงตัวเองให้ไข่แข็งแรงด้วยการกระตุ้นไข่จากคำแนะนำของแพทย์ จนสามารถนำไปผสมเทียมในหลอดแก้วกับอสุจิของสามี พึ่งพาเทคโนโลยีอุ้มบุญ จนมีลูกสมใจได้สำเร็จ”</p>
<p>ลูกที่คลอดจากแม่อุ้มบุญลืมตาดูโลกได้ 6 เดือนแล้ว แต่อุปสรรคยังไม่หมดลงแค่นั้น การใช้บริการแม่อุ้มบุญทำให้เกิดความทุกข์ใจมาก เพราะการอุ้มบุญสำหรับสังคมไทยปัจจุบัน กฎหมายยังไม่เอื้อให้พ่อแม่เจ้า ของพันธุกรรมเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงได้</p>
<p>ตรงกันข้าม แม่อุ้มบุญมีสิทธิ์ในตัวเด็ก ทุกอย่าง</p>
<p>การใช้บริการแม่อุ้มบุญของเอต้องเผชิญกับปัญหามา ตลอด นับตั้งแต่ย้ายฝากตัวอ่อนไปฝังบนมดลูกของแม่อุ้มบุญแล้ว ปรากฏว่าไม่นาน &#8220;ทารกในครรภ์ถูกจับเป็นตัวประกัน&#8221; เธอต้องคอยช่วยเหลือทางการเงินต่อแม่อุ้มบุญด้วยมูลค่าที่นอกเหนือจาก ข้อตกลงเดิมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ และมีเงินเดือนทดแทนให้ทุกเดือน รวมถึงการพาพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ตามนัดเท่านั้น</p>
<p>หลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน แม่อุ้มบุญข่มขู่ไม่บำรุงร่างกายลูก เธอเพื่อเรียกร้องทางการเงิน ทำให้น้ำหนักขึ้นเพียงเดือนละ 4-5 กรัมทั้งที่ควรจะเป็นเดือนละ 1-2 กิโลกรัม จนเธอต้องอยู่ในภาวะวิตกกังวลเพราะห่วงลูก</p>
<p>สุดท้ายเธอต้องเอาทนายความเข้าช่วยเจรจาเพราะมีสัญญาระหว่างกัน รวมถึงเมื่อเด็กคลอดออกมาต้องยกให้ เอและสามีเป็นผู้ดูแล ซึ่งกว่าจะได้เด็กมาเลี้ยงอย่างที่ตั้งใจก็ต้องใช้ความอดทนในการรอคอยไม่ น้อยเลย</p>
<p>“วินาทีแรกที่รู้ว่าแม่อุ้มบุญตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยี เด็กหลอดแก้วได้สำเร็จ ดีใจมากที่สุดในชีวิตว่าเราจะมีลูกแล้ว แม้จะต้องลงทุนไปเป็นหลักแสนบาทก็ตาม พยายามซื้อของบำรุงไปให้ทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นนมบำรุงแม่ อาหารบำรุงสำหรับลูก เพราะอยากให้ลูกออกมามีสุขภาพแข็งแรงที่สุด”เอ กล่าว</p>
<p>นพ.สมชาย สุวจนกรณ์ สูติ-นรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพระรามเก้า บอกว่า ทุกวันนี้ตัวเลขผู้ใช้บริการแม่อุ้มบุญในประเทศไทยยังไม่มีสถิติ ที่แน่นอนว่ามีการใช้บริการมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือ การที่พ่อแม่เจ้าของพันธุกรรมเป็นได้เพียงพ่อแม่บุญธรรม แม่อุ้มบุญยังมีสิทธิ์ตัวเด็กทุก ประการ</p>
<p>“ขณะนี้มีการร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ฉบับ ใหม่ อยู่ระหว่างรอการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยหากผ่านความเห็นชอบแล้ว จะช่วยให้พ่อแม่เจ้าของพันธุกรรมของเด็กมีสิทธิ์แจ้งเกิดให้เด็กเป็นบุตรที่ เกิดจากผู้เป็นพ่อแม่เจ้าของพันธุกรรมและมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตาม ปกติ”ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก กล่าว</p>
<p>นพ.สมชาย บอกว่า หากร่างพ.ร.บ.ผ่านการเห็นชอบ จะเปิดทางสะดวกให้คู่สมรสที่ใช้บริการอุ้มบุญได้เป็นผู้ปกครองตาม กฎหมายโดยชอบธรรมมากกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามสิทธิ์ที่พ่อแม่มีอีกด้วย</p>
<p>นอกจากการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันทางการ แพทย์แล้ว สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวต่อว่า ควรมีการสร้างกฎหมายบังคับใช้สำหรับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ชัดเจน ยิ่งกว่าเดิม เช่น ไข่ที่มีการผสมและแช่เย็นไว้จะต้องทำอย่างไรต่อไป ต้องเก็บไว้นานแค่ไหน ทางโรงพยาบาลหรือเจ้าของพันธุกรรมที่มีสิทธิในการตัดสินใจ เพื่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p>
<p>นอกจากปัญหาผู้ใช้บริการแม่อุ้มบุญที่ต้องพบแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาอีกอย่างคือ แพทย์ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการอุ้มบุญยังมีความเสี่ยงต่อการถูก ฟ้องร้องอีกด้วย เพราะการอุ้มบุญหากเป็นในลักษณะการจ้าง วาน เพื่อเอาเด็กมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า แพทย์เสี่ยงถูกฟ้องร้องในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด และอนาคตจะทำให้มีคนมาเรียนแพทย์ด้านสูติน้อยลง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องมากกว่าแพทย์สาขาอื่นนั่นเอง</p>
<p>ที่มา bangkokbiznews.com// <![CDATA[// <![CDATA[<br />
google_ad_client = "pub-2053249244470947";<br />
/* 336x280, health-deedeejang-cat 6/23/10 */<br />
google_ad_slot = "5444239053";<br />
google_ad_width = 336;<br />
google_ad_height = 280;<br />
// ]]&gt;</p>
<p class="facebook"><img src="http://health.deedeejang.com/wp-content/plugins/add-to-facebook-plugin/facebook_share_icon.png" alt="Share on Facebook" title="Share on Facebook" />แบ่งให้เพื่อนใน Facebook ได้ดูด้วย</p>
<p><img src="http://health.deedeejang.com/?ak_action=api_record_view&#038;id=1780&#038;type=feed" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaibabymonitor.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
