• Feature Product
  • การเลือก Baby Monitor

    คงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะสำคัญมากไปกว่าความปลอดภัยของลูกน้อยอย่างแน่นอน และเพื่อความปลอดภัยแล้วเราต้องอยู่กับเค้าตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน จนไม่มีเวลาที่จะทำงานบ้านหรืองานเล็กๆน้อยๆได้เลย คุณแม่มือใหม่หลายท่าน มีปัญหากับเรื่องนี้มาก

    เบบี้มอนิเตอร์ (Baby Monitor) คือ อุปกรณ์ที่คุณแม่หลายท่านเลือกใช้ เป็นกล้องวีดีโอสำหรับดูแลลูกน้อยในระยะไกล

    อ่านต่อ »

เมื่อหนูน้อย ต้องรับมือกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

ช่วงนี้ เป็นช่วงระบาดของเชื้อไวรัสตัวร้ายอีกครั้ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันติดหวัดกันเป็นทิวแถว โดยเฉพาะ เด็กๆ ที่ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงเท่าวัยผู้ใหญ่ จึงมักทำให้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มาจากสถานที่ชุมชนได้ง่าย

พญ.ปิติยา โรจน์พรประดิษฐ์ กุมารแพทย์สาขาภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ก่อนอื่นเราคงต้องทำความรู้จักโรคนี้กันก่อน โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย มักจะระบาดในช่วงอากาศเย็นๆ ซึ่งในประเทศไทยของเราจะเริ่มพบผู้ป่วยในช่วงฤดูฝนแบบนี้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 1-3 วัน ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เจ็บคอ จาม น้ำมูกไหล ถ้าใครเริ่มมีอาการป่วยก็แนะนำให้ไปพบแพทย์

การรักษาในเบื้องต้น

คือ รับประทานยารักษาตามอาการ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ก็จำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะหายจากโรคได้เอง โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต ผู้สูงอายุและเด็กเล็กๆ เป็นต้น

ลักษณะของไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ไอ ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ติดเชื้อที่โพรงจมูก เจ็บคอ เจ็บหน้าอก ไอมีเสมหะ หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ มักจะมีอาการชัก มีภาวะแทรกซ้อนทางปอดซึ่งจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เด็กมักจะไอมาก อาเจียน และบางรายมีอาการคอแห้งในบางรายอาจมีไข้สูงนานหลายวัน

ลักษณะของไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนต่อทางเดินหายใจส่วนล่าง ระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาทส่วนกลาง แต่ส่วนใหญ่จะเกิดที่ทางเดินหายใจ ทั้งนี้ เนื่องจากขณะที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่เพิ่มจำนวน เยื่อบุทางเดินหายใจจะถูกทำลายอย่างมาก

โรคไข้หวัดใหญ่มีระยะเวลาการติดต่อของโรคหลังจากเริ่มมีอาการประมาณ 7 วัน และสามารถติดต่อกันโดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยผ่านทางเยื่อบุปาก จมูก ตา ของผู้ที่สัมผัส ดังนั้น เรามีวิธีการป้องกันเด็กๆ และตัวเราเองจากไข้หวัดใหญ่ได้ดังนี้

เวลาไอ จาม ควรใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูก แล้วนำทิชชูทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อย อย่าลืมล้างมือด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง

ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่เราอาจสัมผัสมาโดยไม่ตั้งใจ

หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณปาก จมูก และตา ซึ่งเป็นทางเข้าของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่

พยายามระมัดระวังไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่

หลีกเลี่ยงการไปในที่มีคนหนาแน่น เช่น โรงภาพยนตร์ การชมคอนเสิร์ต ตลาดนัด เป็นต้น

ป้องกันโดยการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไปตามแต่ละฤดูกาล เพราะฉะนั้น วัคซีนที่ฉีดเมื่อปีที่แล้ว จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาลของปีนี้ได้

ผู้ป่วยที่มีอาการของไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพักอยู่บ้าน 7 วัน หลีกเลี่ยงการออกไปสู่ที่ชุมชน
ไปพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการไข้

วิธีสังเกตสัญญาณของ ไข้หวัดธรรมดา และ ไข้หวัดใหญ่

อาการ ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไข้หวัด พบได้บ่อยในเด็กไม่ค่อยพบมีน้อย เป็นอยู่ระยะสั้นๆไม่ค่อยพบพบบ่อยระยะแรกๆ ไข้หวัดใหญ่ ไข้สูงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พบได้บ่อยและปวดมาก เป็นมากและนานเป็นสัปดาห์พบบ่อยในเด็กพบบ่อยระยะหลังๆ

ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

เลือดกำเดามาจากไหน?

ถึงแม้อุณหภูมิในหน้าร้อนจะสูงขึ้นสักเพียงไหน ก็ไม่เคยมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความซนของเจ้าตัวแสบได้แม้แต่น้อย แต่…อ้าว! พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวเล็กก็ร้องไห้จ้า เพราะตกใจที่จู่ๆ ก็มีเลือดไหลออกจากจมูก คุณแม่ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตามลูกไปนะคะ เพราะหน้าร้อนแบบนี้ เด็กๆ เขาก็อาจมีเลือดกำเดาไหลกันได้บ้าง

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหล

• ในเด็กผนังเยื่อบุโพรงจมูกจะบาง เมื่อเล่นกลางแจ้งนานๆ อุณหภูมิในร่างกายลูกจะสูงขึ้น เส้นเลือดฝอยเล็กๆ อาจเกิดการฉีกขาดทำให้เกิดอาการเลือดกำเดาไหลได้

• เกิดการกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชน หกล้ม หรือแม้แต่การแคะแกะเกาจมูกของเจ้าตัวเล็ก ก็อาจทำให้เลือดกำเดาไหลได้

• ร่างกายขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เลือดกำเดาออกง่ายได้

• อาการป่วยจากระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ไซนัสอักเสบ ที่ต้องรักษาตามอาการ

• ถ้าเลือดกำเดาไหล พร้อมกับมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำๆ ตามตัว ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคเลือด เช่น ลูคีเมีย

วิธีปฐมพยาบาล

• โดยทั่วไปเลือดกำเดาจะหยุดไหลได้เองภายในไม่เกิน 5 นาที ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการให้ลูกได้โดยใช้กระดาษชำระม้วนเป็นแท่ง เล็กๆ อุดในรูจมูก ให้ลูกนั่งตัวตรงศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ และหายใจทางปาก

• หาผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณจมูก เพื่อทำให้เลือดแข็งตัว หยุดไหลเร็วขึ้น และส่วนหนึ่งช่วยลดอุณหภูมิร้อนในร่างกาย

ป้องกันไว้ก่อน

• หลีกเลี่ยงการพาลูกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งนานๆ เมื่ออากาศร้อนจัด ก็แวะพักในร่มหรือตามใต้ต้นไม้บ้าง อุณหภูมิในร่างกายจะได้ไม่สูงมาก เพราะอากาศร้อน นอกจากจะทำให้เลือดกำเดาไหลได้แล้ว ลูกอาจเป็นไข้ได้

• อย่าให้ลูกแคะจมูกหรือสั่งน้ำมูกแรงๆ

• เสริมอาหารวิตามินซีสูง อาจนำมาประยุกต์เป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่น เช่น น้ำส้มปั่น สับปะรดปั่น หรือเต้าฮวยฟรุตสลัด ให้ลูกเป็นของว่างสำหรับหน้าร้อนนี้

มองโลกในมุมบวก เมื่อลูกพิการทางปัญญา

หลายครอบครัวที่มีบุตรหลานพิการทางสติปัญญา มักมีความรู้สึกเหมือนต้องแบกโลกทั้งใบ

เช่นเดียวกับ รศ.ทิพวรรณ สีจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วิทยากรผู้ร่วมเสวนาเรื่อง “ครอบ ครัวที่มีบุคคลพิการทางสติปัญญา” จัดโดยเครือข่ายองค์กรทำงานและนักวิชาการด้านครอบครัว ภายใต้การสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะครอบครัว สำนัก งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.ทิพวรรณ กล่าวว่า เคยคิดจะฆ่าตัวตายมาแล้ว เนื่องจากเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสในการดูแลบุตรสาวซึ่งพิการทางสติปัญญา และยังมีความพิการด้านอื่นๆ ประกอบด้วย

“เราเป็นห่วง เป็นกังวลกับลูกทุกอย่าง คิดว่าหากเราไม่มีชีวิตอยู่แล้วลูกจะอยู่อย่างไร ยิ่งห่วงเขาเราก็ยิ่งทุ่มเทให้เขามาก อยากเห็นเขาดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เมื่อสิ่งที่เราอยากเห็นมันไม่เป็นไปตามที่เราคาด เราก็ยิ่งเป็นทุกข์ รู้สึกว่าเราไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”

สิ่งที่อาจารย์ทิพวรรณทำคือการเปลี่ยนความคิด มองโลกในแง่บวก แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตามที แต่เพราะความรักที่เธอมีให้กับลูก ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปด้วยดี ปัจจุบันเธอพร้อมยิ้มรับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำกับครอบครัวอื่นๆ ที่มีปัญหาบุตรหลานพิการทางสติปัญญา

“บางคนมีความคิดว่า ตั้งแต่ลูกคนนี้เกิดมาชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย เพราะมีลูกปัญญาอ่อน ทั้งๆ ที่เขารักลูกมาก ทำให้เขาทุ่มเททั้งชีวิตไปที่ลูก จนลืมดูแลตนเอง พ่อแม่เครียดโดยไม่รู้ตัวและมีปัญหาสุขภาพจิต เมื่อเด็กอยู่ในสภาวะเกรี้ยวกราด กรีดร้อง พ่อแม่ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ลงมือทุบตีลูก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น การดูแลเด็กที่พิการทางสติปัญญาจึงต้องดูแลพ่อแม่ด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤต”

สิ่งสำคัญที่อาจารย์ทิพวรรณย้ำเสมอคือ การดูแลเด็กพิการทางสติปัญญานั้นต้องทำร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อที่จะได้ช่วยพัฒนาลูกไปพร้อมๆ กัน และครอบครัวที่มีเด็กพิการทางปัญญาอยู่ในบ้านนั้น ต้องทำใจยอมรับว่าความสุขเต็มที่ของครอบครัวจะได้แค่ความสุขระดับปานกลางของ คนทั่วไป

ต้องเริ่มต้นจากการคิดว่าจะ “อยู่ให้ได้” ก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะ “อยู่ให้ดี” โดยต้องมีความ “ยืดหยุ่น” ในการพัฒนาลูก แต่ต้องไม่ “หย่อนยาน” ส่วนวิธีการดูแลและการพัฒนาเด็กนั้น อาจปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือรวมกลุ่มกับครอบครัวเด็กพิการอื่นๆ และพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะจัดการอย่างไรกับลูกของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความพิการที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีการดูแลจึงต้องแตกต่างกันด้วย

ด้าน ครูเก๋ รพีพรรณ ภูถาวร จากโรงเรียนพญาไท ซึ่งต้องสอนและดูแลเด็กพิเศษ เล่าถึงสถานการณ์การศึกษาในปัจจุบันให้ฟังว่า บุคลากรด้านเด็กพิเศษของไทยในปัจจุบันนั้นไม่สามารถรองรับเด็กพิการทางสมอง ได้อย่างเพียงพอ ทำให้โรงเรียนหลายแห่งที่รับเด็กพิเศษเข้าเรียนต้องปฏิเสธที่จะรับเด็กไว้ เนื่องจากมีครูไม่เพียงพอ บางครั้งเหมือนคนใจดำ แต่ก็จำใจต้องปฏิเสธ เพราะหากรับไว้แล้วดูแลไม่ทั่วถึงก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

“การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้จะประสบ ความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยเฉพาะครูและผู้ปกครองต้องพูดคุยกัน รวมทั้งครูต้องทำหน้าที่ประสานให้พ่อแม่คนอื่นๆ ได้พูดคุยกันด้วย นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกระหว่างครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้พ่อแม่ลดความเครียด และเป็นการสร้างเครือข่ายในการดูแลเด็กทางหนึ่ง เพราะพ่อแม่ที่พาลูกมาเข้าโรงเรียนจะไม่ได้รู้สึกรักหรือดูแลเฉพาะลูกของตน เองเท่านั้น แต่ความรักความห่วงใยจะถูกแบ่งปันไปให้เด็กครอบครัวอื่น ผู้ปกครองจะช่วยเป็นหูเป็นตาแทนกันด้วย รวมทั้งภาครัฐควรพัฒนาบุคลากรสำหรับเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย”

ขณะที่ ศ.พ.ญ.พรสวรรค์ วสันต์ สาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ แพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ในอดีตนั้นแพทย์ในประเทศไทยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีสติปัญญาพิการ ทำให้หลายกรณีที่แพทย์กลายเป็นผู้พูดจาทำร้ายและทำให้พ่อแม่หมดกำลังใจ ตนเองจึงเปิดอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีสติปัญญา พิการขึ้น และเริ่มสัญจรออกไปให้ความรู้แก่ประชาชนในต่างจังหวัด

“ในประเทศไทยนั้นไม่มีการสอนวิธี ปฏิบัติให้พ่อแม่ดูแลลูกพิการทางสมอง ซึ่งภาครัฐสนับสนุนและช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก ทั้งที่ควรมีงบประมาณสนับสนุนและสร้างเครือข่ายช่วยเหลืกเด็กสติปัญญาพิการ ให้เขามีอาชีพเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวเอง รวมทั้งสร้างระบบคัดกรองเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งคือการพัฒนาสังคมทางหนึ่ง เพราะหากเขาช่วยเหลือตัวเองได้ก็จะไม่เป็นภาระต่อสังคมในอนาคต และควรเริ่มต้นดูแลตั้งแต่แรกเกิด โดยให้เขามาจดทะเบียนเพื่อรับการพัฒนา เพราะหากค้นพบผู้พิการทางปัญญาภายหลังจากที่เขาเติบโตแล้ว การเปลี่ยนวิถีต่างๆ จะทำได้ยากและจะพัฒนาเขาไม่ได้”

ศ.พ.ญ.พรสวรรค์ ให้ข้อมูลอีกว่า ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะไม่มีระบบการดูแลเด็กพิการทางสมองที่ดี สังคมยังมองเด็กกลุ่มนี้ด้วยความไม่เข้าใจ ขบขัน รังเกียจ และคอยย้ำปมด้อย ขณะที่ในต่างประเทศจะค้นหาพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือจินตนาการสูง ดังนั้น เด็กบางคนสามารถวาดภาพได้สวย ออกแบบลวดลายต่างๆ ได้ดี เขาก็จะพัฒนาและส่งเสริมทำให้เด็กมีรายได้ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว รัฐบาลจึงควรมองเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขและวางระบบระดับชาติ

“ส่วนพ่อแม่นั้นต้องคิดว่าตัว เองไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในสังคม เพราะมีองค์กรและหน่วยงานภาคเอกชนหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ พยายามเข้าหาข้อมูลหรือรวมกลุ่มกับพ่อแม่ครอบครัวอื่นด้วยกัน จะช่วยเหลือกันได้ดีมาก เพราะการแก้ปัญหาที่แต่ละครอบครัวใช้เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง บางครั้งได้ผลดีกว่าการปรึกษาแพทย์ และหากเราได้พูดคุยกับเพื่อนที่มีลูกพิการทางสมองเหมือนกัน ได้ปรึกษาแพทย์ มีทัศนคติที่ถูกต้องว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพัฒนาได้จนผ่านช่วงนี้ไปได้ หลายครอบ ครัวจะพูดเลยว่าภูมิใจที่มีลูกคนนี้” ศ.พ.ญ. พรสวรรค์กล่าวให้กำลังใจทิ้งท้าย

ของเล่น แทนความทรงจำ ความสุขเหนือกาลเวลา

พูดถึงเด็กสิ่งที่เป็นของ คู่กายทำให้เจ้าตัวน้อยยิ้มได้คง เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ของเล่น” เพราะเด็กกับของเล่นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาทุกยุคทุกสมัย จะแตกต่างกันไปบ้างขึ้นอยู่กับว่าสมัยนั้นจะผลิตอะไรออกมาสร้างความเพลิด เพลินให้กับเด็กๆ

ในบ้านเราของเล่นแบบไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่า คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ม้าก้านกล้วยและปืนกล้วย” ของเล่นที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติและสามารถทำได้เอง ถ้าเป็นของเล่นจำพวกโลหะเริ่มมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่คงหนี ไม่พ้นประเทศจีน และเป็นที่รู้จักมาก ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมี ห้างสรรพสินค้าของชาวต่างชาติมาเปิดให้บริการในเมืองไทย ของเล่นต่างๆ จึงถูกนำเข้ามาด้วย

ด้านยุโรป ประเทศที่เป็นผู้บุกเบิกของเล่นต้องยกให้ประเทศเยอรมนี สมัยปลายยุคกลางทางตอนใต้ที่เมืองนูเรมเบิร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมผลิตของเล่น โดยของเล่นชื่อดังของที่นี่ คือ หัวจักรรถไฟจำลองที่สามารถทำงานได้จริงมีโบกี้ พ่วงท้ายครบชุด ผลิตโดยบริษัท Markin and Bing ปัจจุบันนี้กลายเป็นของสะสมมากกว่าที่จะนำมาเล่นไปเสียแล้ว

เมื่อหยิบหรือแม้แต่ปรายตามองของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ในเวลาที่เปลี่ยนไปก็จะทำให้หวนระลึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในช่วงนั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่ไม่เคยถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

ของเล่นยังเป็นตัวแทน ของความสนุกในอดีตที่หลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบันผ่านนักสะสม อย่าง กฤษฎา บุญศรี หรือ โต้ง ผู้ที่หลงใหลของเล่นประเภทสังกะสีเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงของเล่นในประเทศไทยให้ฟังว่า
แรกเริ่มจะเป็นของเล่นจำพวกสังกะสี ที่ทำเลียนแบบของจริง อย่าง รถไฟ รถดับเพลิง รถเมล์ เครื่องบินและสัตว์ต่าง ฃๆ รวมทั้งกีฬา เช่น ปิงปอง คนเลื่อยไม้ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการ์ตูน จึงนำสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวันจากสภาวะแวดล้อมมาประดิษฐ์ขึ้นเป็นของเล่น จะมีทั้งแบบเข็น และแบบไขลาน รวมทั้งใส่ถ่าน ต่อมาในยุคที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียนำจรวดขึ้นไปสำรวจอวกาศ จึงเริ่มมีรูปแบบของยานอวกาศ นักบินอวกาศเพิ่มเข้ามา

“ของเล่นสังกะสีที่ฮิตสุด คือ เด็กขี่ 3 ล้อขายไอศกรีมเป็นแบบไขลาน ต่อมาเมื่อมีการ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาฉายในโทรทัศน์ ก็จะเปลี่ยนหัวนำตัวการ์ตูนจากญี่ปุ่นมาใส่แทน เมื่อมีของเล่นสังกะสีออกมาเป็นของเล่นได้ไม่นาน พลาสติกที่ทำเป็นบล็อกขึ้นรูปต่างๆ มีรูปร่างคล้ายกันกับแบบสังกะสีเพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกจึงออกตามมา”



อาทิตย์ เตชะศิริวรรณ หรือ ป้อม นักสะสม ก็อดซิลล่า เล่าต่อว่า
เมื่อ หนังการ์ตูนจากต่างชาติเข้ามาฉายในเมืองไทย ของเล่นก็ตามมาเป็นเงา แต่ช่วงนั้นของเล่นจากต่างประเทศยังไม่เป็นที่นิยมเพราะมีราคาสูง จึงมีเฉพาะที่คนไทยทำขึ้นเองจะเป็นตุ๊กตายางที่นิยมนำมาเล่นทอยเส้น ที่รู้จักกันในหมู่เด็ก ๆ ในนามของ ตุ๊กตุ่น ที่ทำโดยฉีดพลาสติกแบบตันเข้าไปในบล็อกเหล็ก ต่อมาเด็กๆ นิยมเล่นกันมาก ขึ้นเพื่อลดต้นทุนผู้ผลิตจึงมีการ คว้านบล็อกเหล็กให้บางลง ตุ๊กตุ่นในยุคถัดมาจึงมีลักษณะตัวแบนลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นที่ถูกใจเด็กๆ มาก เพราะตุ๊กตุ่นรูปแบบเก่าทอยแล้วจะกระโดดไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ แต่พอตัวแบนลงจะได้ระดับที่ต้องการมากกว่า เวลาโยนตกพื้นจะนิ่งกว่าแบบเก่า

หลังจากตุ๊กตุ่นแบบยาง ก็เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกแข็ง เพราะต้นทุนพลาสติกแข็งจะถูกกว่ายาง โดยในช่วงนี้ตุ๊กตาที่ทำออกมาจะเป็นตัวการ์ตูนของญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนใหญ่ อาทิ หุ่นยนต์ ตัวฮีโร่ในเรื่องต่างๆ เช่น ไอ้มดแดง


ณัฐพิสิษฐ์ มรรคธรรมกุล หรือ หมี นักสะสมโดราเอมอนและไอ้มดแดง กล่าวเสริมว่า
เมื่อมีห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมาเปิดในประเทศไทยจะมีของเล่นนำเข้าประเภท หุ่นเหล็กเข้ามาด้วย ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมดีบุก เมื่อก่อน มีรถเหล็กเล่นอยู่แล้ว แต่นำเหล็กมาเปลี่ยนรูปแบบการ ผลิตเป็นตัวหุ่นยนต์ วิธีการเล่นจะสามารถยิงกระสุนได้ แปลงร่างจากหุ่นยนต์เป็นรถยนต์ได้ คือ ในหนังการ์ตูนหุ่นยนต์ตัวนั้นทำอะไรได้ ของเล่นที่ออกมาก็จะทำได้ด้วยเช่นกัน หุ่นยนต์ที่ ฮิตในสมัยนั้น คือ หุ่นแซด (z) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ผลิตขึ้น

“การสร้างหนังการ์ตูนในประเทศ ญี่ปุ่นจะทำเป็นระบบ คือ เมื่อมีหนังการ์ตูน ออกฉายทางโทรทัศน์ไม่นานก็จะมีสินค้าตัวการ์ตูนนั้นออกมาจำหน่าย และมีการคิดค้นพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลา อย่างไอ้มดแดงจากเมื่อก่อนมีตัวเดียวคือ V1 แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นจนถึง V10 โดยตัวสุดท้ายยังแปลงร่างกลับเป็นตัวแรกได้อีก หรือ การใช้การ์ตูนเป็นสื่อ อย่าง การ์ตูนเรื่องสิงห์สาวนักสืบ ที่ทำให้ลูกข่างเป็นที่ฮือฮามากในช่วงหนึ่งของบ้านเรา”

อาทิตย์ อธิบายพัฒนาการของเล่นให้ฟังว่า ของเล่นไม่ว่าจะในยุคสมัยใดล้วนมีคุณค่าทั้งนั้น ของเล่นสมัยก่อนจะเหมาะกับเด็กสมัยนั้น ของเล่นสมัยนี้ก็เหมาะกับเด็กในยุคนี้ เรียกว่ายุคใครยุคมัน โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนารูปแบบไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จะเห็นได้จากสมัยก่อนของเล่นมีเพียงแบบเข็น ไขลาน ใส่ถ่าน แต่ในปัจจุบันมีการใช้รีโมตในการบังคับการเคลื่อนไหว หรือ จากที่ใส่ถ่านไม่มีเสียงก็พัฒนาเปลี่ยนมาเป็นมีเสียงพูด เสียงเพลง หรือของเล่นบางอย่างไม่ต้องใส่ถ่านก็ขยับได้ โดยใช้แสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์เป็นแผงไฟเก็บพลัง อย่างตุ๊กตาโนโฮฮอน (Nohohon) ตุ๊กตาหัวกลมอม ยิ้มที่โคลงหัวไปมา รวมทั้งมีการพัฒนาจากของชิ้นใหญ่มาเป็น ของชิ้นเล็ก จากรถบังคับคันละเป็นหมื่น มาเหลือเพียงคันละเป็น พัน เป็นร้อย เพื่อให้เข้าถึงเด็กในทุกระดับ

“ของเล่นนอกจากจะทำให้เพลิดเพลินยังให้ความสุข ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เสริมทักษะให้กับเด็ก ๆ ในส่วนต่าง ๆ เริ่มจากให้เด็กรู้จักการอดออมเพื่อให้ได้ของเล่นชิ้นที่ชอบมาครอบครอง เมื่อได้มาแล้วรู้จักเก็บรักษาของหากเก็บรักษาไว้อย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปจะ กลายเป็นของเก่าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและเป็นความทรงจำที่ดี รวมทั้งทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้ อย่างหนังสือจอมซนผจญภัยและกบินร์แมน ฮีโร่พันธุ์จ๋อ ซึ่งเป็นการคิดค้น คาแรกเตอร์การ์ตูนไทยขึ้นมาซึ่งต่อไปในอนาคตอาจมีการผลิตเป็นของเล่นออกมาก็ เป็นได้ ตรงนี้เป็นการต่อยอดความคิดจากการเล่นของเล่นนั่นเอง”
กฤษฎา พูดถึงคุณค่าจากของเล่นให้ฟัง

การได้ของเล่นมาสักชิ้นหนึ่ง ทั้งเด็กและผู้ปกครองต้องรู้จักประมาณตนว่า ควรจะซื้อของเล่นในลักษณะใด ถ้าราคาแพงเกินไปและไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง และครอบครัว รวมทั้งควรซื้อให้ถูกช่วงอายุของเด็ก เพราะบางครั้งซื้อของเล่นสะสมหรือของเล่นที่ไม่เหมาะกับวัยมาให้เด็กเล็ก เล่น เด็กได้มาก็ไม่รู้ค่าและไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก และเมื่อมีโอกาสได้ครอบครองแล้วจะต้องเล่นให้เป็นเวลา รู้จักเล่น อย่าเล่นผิดวิธี ของเล่นมีให้เล่นอย่างไรก็เล่นอย่างนั้น รวมทั้งเก็บรักษาอย่างถูกวิธีของเล่นจะได้ไม่พังอยู่กับเราไปนานๆ

ใครที่ชื่นชอบหรือสนใจอยากรู้ว่าตอนนี้ของเล่นพัฒนาไปถึงไหนแล้ว พาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักกับของเล่นต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ ที่จับมือกับ ทอยส์ อาร์ อัส จัดงาน Toy World-โลกแห่งความสนุกต้อนรับวันเด็ก ระหว่างวันที่ 9-18 มกราคม 2552 บริเวณลานน้ำพุชั้น 1 โดยแบ่งเป็น 6 โซน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนานและเรียนรู้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ผ่านการเล่นของเล่น อีกทั้งพบกับสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ของเล่นสะสมมากกว่า 6 คอลเลกชั่น ที่นำของเล่นสะสมมาจัดแสดงให้ชม รวมทั้งการแสดงสุดมันส์ของเหล่าขบวนการโบเคนเจอร์ และสัมผัสกับบรรยากาศที่ใกล้ชิดกับของเล่นชั้นนำอย่างบาร์บี้ จะได้มีความรู้เกี่ยวกับของเล่นมากขึ้น

ของเล่นเมื่อกาลเวลาผ่านไปยังมีคุณค่า…เป็นความทรงจำที่ดี อย่าลืมทำตนให้เป็นดังเช่นของเล่นที่อยู่ในมือคุณ !!

รู้จัก ลูทีน อีกหนึ่งสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่

จุดเริ่มต้นของการช่วยปกป้องดวงตาลูกน้อย

พ่อแม่ยุคใหม่มักให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เพื่อต้องการให้ลูกฉลาด แต่อาจลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพดวงตาและพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูกซึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ดังนั้น พ่อแม่ควรหันมาให้ความสำคัญสุขภาพดวงตา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้รอบด้านที่ดีของลูกรักของท่าน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุว่า ปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยยังน่าห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการปกป้องและดูแลสุขภาพดวงตา ของเจ้าตัวเล็ก แต่มักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหากับดวงตาของลูกแล้ว ซึ่งทางที่ดีพ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่ง เสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทาง ด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการพัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าว จึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

โดยพ่อแม่ควรดูแลพฤติกรรมการใช้สายตาของลูกให้เหมาะสมตั้งแต่ยัง เล็ก เช่น การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้หากเป็นรายการที่ เหมาะสม แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ลูกใช้สายตายาวนานเกินไป ควรหมั่นให้ลูกพักสายตาทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง พักสายตา 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเด็กอาจมีความผิดปกติของดวงตาและการมองเห็น ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเด็ก จากสัตว์เลี้ยงหรือของมีคมก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน

สำหรับคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นกับ สารอาหารลูทีนที่พบมากในน้ำนมแม่ แต่ในต่างประเทศ “ลูทีน” เป็นสารอาหารที่จักษุแพทย์ นักโภชนาการและนักวิจัยในต่างประเทศให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน ในฐานะของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา โดยช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาในผู้สูงอายุ และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยได้มีการศึกษาพบว่า สารลูทีนก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาและปกป้องจอประสาทตาในเด็กทารกและเด็ก เล็กเช่นกัน โดยมีส่วนช่วยให้พัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเจ้าตัวเล็กสมบูรณ์ขึ้น อีกด้วย

พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า วงการ กุมารแพทย์ในปัจจุบันได้มีการพูดถึงสารอาหาร “ลูทีน” มากขึ้น ซึ่งเป็นสารอาหารอีก ชนิดหนึ่งที่พบมากในน้ำนมแม่มีประโยชน์ในการปกป้องจอประสาทตา บริเวณที่เรียกว่า Macula of Lutea โดย “ลูทีน” เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบอยู่หนาแน่น บริเวณจอประสาทตา ซึ่งถือเป็นจุดที่สำคัญมากต่อการรับภาพและมองเห็นของคนเรา

โดยสารลูทีนจะทำหน้าที่เป็นเหมือน แว่นตากันแดดธรรมชาติ โดยคอยกรองหรือดูดซับแสงสีฟ้า (แสงที่เป็นอันตรายต่อจอประสาทตา อาทิ แสงจากหลอดไฟ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ และแสงแดดจ้า เป็นต้น) ที่จะเข้ามาทำลายจอประสาทตา อีกทั้งยังทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระป้องกันไม่ให้เซลล์ในจอประสาทตาเสื่อม

สารลูทีนนี้จะแตกต่างจากสารอาหารชนิดอื่น ๆ คือ ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จะได้รับจากการรับประทานเท่านั้น สารลูทีนพบมากในน้ำนมแม่ และผักใบเขียวเข้ม ดังนั้น การให้ลูกดื่มนมแม่และส่งเสริมให้ลูกรับประทานผักใบเขียว ก็จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าที่เป็น อันตรายได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ คุณแม่ก็สามารถพิจารณาอาหารอื่นที่มีสารอาหารลูทีนให้ลูกรับประทาน เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู จึงฝากเตือนถึงคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาเด็กด้วย เพราะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ของเด็กจะผ่านการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กหรือวัยอนุบาล หากเด็กมีการมองเห็นที่ผิดปกติ ก็จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กด้วย มีการศึกษาวิจัยตรวจวัดระดับสติปัญญาในเด็กที่มีความผิดปกติ คือเด็กตาบอดและเด็กหูหนวก โดยควบคุมปัจจัยและเงื่อนไขให้เหมือนกัน ภายหลังพบว่าเด็กที่ตาบอดจะมีพัฒนาการด้านสติปัญญาต่ำกว่าเด็กหูหนวก นั่นหมายถึงการเรียนรู้ของคนเราส่วนใหญ่มาจากการมองเห็นนั่นเอง

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรใส่ใจให้ความรัก สำรวจพัฒนาการและสังเกตสุขภาพลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้สร้างให้ได้คน ไทยที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Baby Monitor
Baby Monitor